Saturday, January 30, 2016

ครูบาศรีวิชัย

รูปถ่ายซีเปีย เก่าทันยุค ครูบาศรีวิชัย ถ่ายพร้อมศิษยานุศิษย์ผู้ร่วมสร้างทางตรงเชิงบันไดนาค วัดพระธาตุดอยสุเทพ เชียงใหม่ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๘

เป็นภาพครูบาศรีวิชัย ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกร่วมกับศิษยานุศิษย์มี ครูบาขาวปี, ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา ฯลฯเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ และประชาชน (ในสมัยนั้น ) ณ ที่บันไดนาค ทางขึ้นพระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ ในคราวสร้างทางขึ้นพระธาตุดอยสุเทพแล้วเสร็จ ในวันเปิดใช้ทางเป็นวันแรก วันที่ ๓๐ เมษายน ปี ๒๔๗๘

โดยเริ่มเมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๗ ท่านครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา พร้อมด้วยคณะศรัทธาประชาชน ในละแวก จ.เชียงใหม่ จ.ลำพูน จ.ลำปาง และจังหวัดใกล้เคียง จำนวนหลายหมื่นคน ได้ร่วมมือร่วมใจ เสียสละทั้งกำลังกาย กำลังทรัพย์ ช่วยกันดำเนินการก่อสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ รวมระยะทางยาว ๑๑ กม. ๕๓๐ เมตร โดยสร้างเสร็จภายใน ๕ เดือน กับ ๒๒ วัน แล้วทำบุญฉลองที่วัดศรีโสดา ซึ่งเป็นวัดใหม่ตั้งอยู่ต้นทาง ๑๕ วัน ๑๕ คืน พร้อมกับได้นำกระแสไฟฟ้าขึ้นไปใช้ยังดอยสุเทพ โดยไม่ต้องเสียงบประมาณของทางราชการแต่ประการใด ซึ่งนับเป็นผลงานชิ้นเอกของท่าน ครูบาศรีวิชัย จนทำให้ชื่อเสียงของท่านโด่งดังไปทั่วเป็นผลงานชิ้นอมตะของท่าน เป็นรูปภาพเก่าที่หายากรูปหนึ่งของชาวสยาม

Wednesday, October 01, 2014

TK teacher Singapore


เน้นจุดเด่นที่มี sunsweet 
ถูกผิดต้องบอกให้รู้ maprang
นำเครื่องจักรและเทคโนโลยี่เข้ามา factory
เอาคนไปupgrade suninter 
เพิ่มภาษาที่สอง sunsweet 

My way
Smart farm
AEC 
Wagoen
Novigien
Trader

Singapore
Taxation
Very safe
Politic
Air hub 
Medical healt care tourist 

Wednesday, April 09, 2014

HR

การบริหารต้องไม่กลัวพนักงานลาออก

*การบริหารต้องไม่กลัวพนักงานลาออก พนักงานที่มีลักษณะแง่ลบ (Negative) หากไม่เปลี่ยนออกไป จะมีแต่เสียมากกว่าได้ พนักงานที่มีลักษณะไม่ดีหากไม่ออกไป พนักงานที่มีลักษณะดีก็จะไม่มีที่ว่างเข้ามาแทน ยิ่งเปลี่ยนยิ่งได้พนักงานที่ยอดเยี่ยม
การที่พนักงานคนหนึ่งลาออกจากทีมอย่างง่ายดาย เป็นการแสดงถึงการไม่มีความรับผิดชอบ ไม่ว่าทีมไหนก็ต้องมีปัญหา ไม่ว่าทีมไหนก็ต้องมีจุดเด่น หากมีข้อขัดข้องเพียงเล็กน้อยหรือมีข้อสงสัย ก็อ่อนไหวได้ง่าย ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม คนประเภทนี้ไม่สามารถรับผิดชอบงานใหญ่ได้
การบ่นหรือโทษทีมงานเป็นการตบหน้าตนเอง ว่าตนเองไม่มีความสามารถ และยังเป็นการละทิ้งโอกาสอีกด้วย
พนักงานที่รื้อสะพานหลังข้ามแม่น้ำ (ไม่สำนึกบุญคุณ) ย่อมไม่มีใจที่รู้จักคำว่าบุญคุณ ไม่ต้องเอาไว้ การสร้างผลประโยชน์ถือเป็นมูลค่าแกนกลางที่ทำให้คุณดำรงอยู่ การสร้างธุรกิจมิใช่งานทำบุญสุนทาน
เมื่อมีความกดดันจากภายนอกก็คิดหลบหนี พนักงานแบบนี้ถ้าเอาไว้จะมีความเสี่ยง หากพบปัญหา กรุณาไคร่ครวญก่อน แค่การสะท้อนปัญหาเป็นถือว่าทักษะทั่วไป แต่การไคร่ครวญและแก้ไขปัญหาถึงจะเป็นทักษะขั้นสูง

ต้องทำงานกับคนแบบนี้:    
1.คนที่สามารถเติบโตไปพร้อมกับทีมงานตลอดตั้งแต่เริ่มต้น
2.คนที่มีทัศนะคติที่ดีต่ออนาคตของทีมงานตลอดตั้งแต่เริ่มต้น
3.คนที่สามารถแสวงหาจุดยืนของตนเองจากการสำรวจในทีมงานอย่างต่อเนื่อง 
4.คนที่เรียนรู้สิ่งใหม่อย่างต่อเนื่องเพื่อเป้าหมายใหม่ของทีมงาน
5.คนที่มีความสามารถในการรับความกดดันและมีความอดทน
6.คนที่มีคุณธรรมเหมือนทีมงาน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีสุขทุกข์ร่วมกัน ไม่คิดเล็กคิดน้อยกับประโยชน์ส่วนตัว คำนึงถึงคนส่วนใหญ่




ในทีมงานหนึ่งๆ แบ่งคนออกได้เป็น 5 ประเภท: เศษคน พนักงาน คนที่เป็นกำลัง บุคคลกร ทรัพยากรบุคคล   
1. [เศษคน] หมายถึง คนที่โวยวาย หยุมหยิม หาเรื่องโดยไร้สาระ แบ่งพรรคแบ่งพวก ยุแหย่ กินบนเรือนขี้รดบนหลังคา     
2. [พนักงาน] หมายถึง คนที่รับเงินเดือนแต่ไม่อยากทำงาน หางานที่ไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง ไม่ยอมทำงาน  เป็นคนประเภทพื้นๆ สามัญ
3. [คนหัวแรง] หมายถึง คนที่ทำงานตามที่สั่ง งานที่ไม่ได้สั่งไม่ทำเด็ดขาด รอแต่คำสั่ง 
4. [บุคคลกร] หมายถึง คนที่ทำงานจากใจทุกวัน ทำงานด้วยความรับผิดชอบ มีแนวคิด มีวินัย รู้ว่าเมื่อทำงานบริษัทให้ดีแล้ว ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์คือตนเองและเป็นคนที่คิดถึงบริษัทอย่างจริงใจ
5. [ทรัพยากรบุคคล] หมายถึง คนที่ทุ่มเทในการทำงานอย่างจริงใจ ใช้จิตวิญญาณในการไคร่ครวญและปฏิบัติงาน  ตัดสินใจที่จะร่วมหัวจมท้ายกับธุรกิจ
พนักงานมักจะหยุมหยิม คนหัวแรงมักต้องได้รับคำแนะนำ
บุคคลกรใส่ใจเรื่องเฉพาะหน้า ทรัพยากรบุคคลทอดสายตาไปยังอนาคต 
การพัฒนาต้องอาศัยบุคคลกร ทำฝานใหญ่ต้องอาศัยทรัพยากรบุคคล
ทีมงานแบบนี้ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้           
หนึ่งอักษร: ทำ (干)
สองอักษร: เชิงรุก (主动)
สามอักษร: ฉันทำเอง (让我来)
สี่อักษร: ทุ่มเท ไคร่ครวญ (积极思考)
ห้าอักษร: ความรับผิดชอบเป็นของฉัน (责任是我的)
หกอักษร: มีใครจะให้ช่วยไหม (有谁需要帮助)
เจ็ดอักษร: เป้าหมายต้องสำเร็จแน่นอน (目标一定会实现)
แปดอักษร: งานที่ทำทุกอย่างก็เพราะรัก (一切的工作为了爱)
เก้าอักษร:  ฉันจ้ะป็นคนที่ให้มากยิ่งกว่า (我要成为多给予的人)
สิบอักษร: มีเพียงผลงานที่เป็นประจักษ์พยานของความสามารถ (只有结果才能证明实力)
 
1.อะไรที่เรียกว่าความฝัน?
คิดเช้าคิดเย็น แม้แต่ฝันก็ยังคิด คิดตลอดเวลา อีกทั้งเมื่อคิดแล้ว เลือดมันก็เดือดพล่านในกาย นี่แหละเรียกว่าความฝัน!
 
2.อะไรที่เรียกว่าศรัทธา?
การผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านคนดูแคลน หกล้มครั้งแล้วครั้งเล่าเกือบจะหมดหวัง แต่ก็ยังคงกัดฟันเดินหน้าต่อไป นี่แหละเรียกว่าศรัทธา!
 
3.อะไรที่เรียกว่ายืนหยัด?
 การผ่านการร้องให้ด้วยความเจ็บปวดค่อนคืน การผ่านความว้าเหว่และเย็นยะเยือกในหัวใจ แต่ก็ยังคงยึดมั่นดังเช่นเริ่มแรก นี่แหละเรียกว่ายืนหยัด!
 
4.อะไรที่เรียกว่าสงบ?
เมื่อมีสิ่งยั่วยวนใจต่อหน้าแล้วไม่ไหวหวั่นแม้เล็กน้อย เมื่อโดนลบหลู่ก็ไม่เคยหน้าถอดสี แม้จะมีอุปสรรคที่หนักหนา แต่ก็ยังคงเดินหน้าด้วยรอยยิ้ม  นี่แหละเรียกว่าสงบ!
 
5.อะไรที่เรียกว่าทีมงาน?
การผ่านอุปสรรคขวากหนาม การล้มลุกคลุกคลาน การต่อสู้แบบอาบเลือด ร่วมรับเกีรติยศและการหยามหมิ่น แม้จะพบพานอุปสรรคก็ยังคงก้าวไปข้างหน้า สร้างสิ่งมหัศจรรย์ นี่แหละเรียกว่าทีมงาน!

Saturday, February 01, 2014

ก่อนจะเป็นวันนี้

เรื่องเล่า.  
วันนี้จะขอเล่าเรื่อง เด็กเกาหลีพี่น้องสองคน ที่เกิดมาในตระกูลคนยากจนแบบสุดๆ แต่พี่น้องสองคนนี้  กลับกลายเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ให้กับประเทศเกาหลี  เขาชื่อ ลี เบียงชอล ครับ  ว่างๆลองอ่านดู  แต่ขอเตือนว่าอ่านแล้ว  ห้ามร้องไห้นะครับ...   สวัสดี
ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน

แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ

ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี

วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆของฉันมีกัน

จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง

พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง

โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน

'ใครขโมยเงินไป' พ่อตวาด

ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน

พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า

'ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ'

พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น

ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้....แล้วพูดว่า

'ผมขโมยเองครับ'

ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง

พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด

จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย

พ่อนั่งลงบนเก้าอี้

และด่าว่าน้องชายของฉัน

' ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก 

แกน่าจะโดนตีให้ตาย หัวขโมย'

คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้

หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด

แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย

กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก

น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า

' พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว'

ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้

ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ



หลายปีผ่านไป

แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง

ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8ปี ส่วนฉันอายุ 11ปี...

เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น

เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน

ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย

ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน

คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน

ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า 

' ลูกเราทั้งคู่เรียนดีเรียนดีมากนะ'

แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า

'แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไรในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน'

ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า

' ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว'

พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่

'ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้

ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน

พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้'

คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ

ทั่วทั้งfหมู่บ้าน....เพื่อขอยืมเงิน

ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ 

ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า

' ต้องให้น้องได้เรียนต่อไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้'

แต่ในขณะเดียวกัน

ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้

ใครจะรู้ได้ .......


วันต่อมาในตอนเช้ามืด

น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น

และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว

ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน

ขณะฉันกำลังหลับ

' พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ....

ผมจะไปหางานทำ...แล้วจะส่งเงินมาให้พี่'

ฉันนั่งอยู่บนเตียง

อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า .......

ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17ปี ส่วนฉันอายุ 20ปี .....

ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน

รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็น

กรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้างท่าเรือ .......

ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3

วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก

เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า 

'มีชาวบ้านมาหาเธอ...อยู่ข้างนอกแน่ะ'

ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ???

ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่

ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง
...

ฉันถามเขาว่า

'ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ'

น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า

'ก็ดูผมสิสกปรกมอมแมมออกอย่างนี้...ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ

ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี'

ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง

และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ

' พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง 

เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม'

จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง

เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ . เขาติดกิ๊บให้ฉัน

แล้วพูดว่า

'ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง'

ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด

ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี .

วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก

ฉันสังเกตเห็นว่า

หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว

เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก

หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า

'แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก

เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ'

แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า 

' แม่ไม่ได้จ้างหรอก...น้องชายลูกต่างหาก

วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน

ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ

น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ'

ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา

ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ

ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด 'เจ็บมากไหม'

ฉันถาม

'ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ

มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด

แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ

และ...'

น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด

เพราะฉันหันหน้าหนีเขา

น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง

'เพราะพี่เป็นพี่สาวของผมนี่ครับ'

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี... 

หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง

หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน...

แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ

ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง

แต่เมื่อออกไปแล้ว

ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี

จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม

น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป ...

เขาบอกกับฉันว่า

'พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง'

สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของ ครอบครัว

เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท
....
แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้

เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา

วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล

และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด

เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล

ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล

น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา

... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า

' ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!!

ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆอย่างนี้

ดูตัวเองซิ...เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง'

คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด

ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา

'พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน

ส่วนผมมันการศึกษาต่ำถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ

คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด'

น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย .....

ฉันบอกกับน้องว่า

'แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่...'

'ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ'

น้องชายของฉันจับมือฉันไว้

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ  26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี... 



เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี

เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงในที่ทำงานที่เดียวกัน

ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า

' ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้'

น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล 'พี่สาวของผมครับ' .....

และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้

'ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง

เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2ชม.

เพื่อเดินไปเรียน...และเดินกลับบ้าน

วันหนึ่งในวันที่หิมะตกหนักผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง

พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง

และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล

เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว

เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ .......นับจากวันนั้น

ผมสาบานกับตัวเอง

ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี

และจะทำดีกับเธอ'

เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว

สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน

คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก ....... 

'ในโลกใบนี้คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ'

ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้

น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...

จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ

วันในชีวิตของคุณและเขา

คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆ

แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง

.. ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ

พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน

หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม 


จบบริบูรณ์....


ปล.ปัจจุบันผู้เป็นพี่สาวอายุ 86 ปีตำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารใหญ่บริษัทฮุนไดและในเครือกว่า 20 บริษัท 

น้องชายอายุ 83 ปีเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเล็กๆ   ที่มีชื่อเป็นภาษาเกาหลีว่า

'ซัมซุง'

Thursday, August 29, 2013

คติ

ของฝาก..วันหยุด  ครับ
(love) ๑ "ซุนวู"
" ชมคนด้วยวาจา... มีค่ายิ่งกว่ามอบไข่มุกให้เป็นของขวัญ
ทำร้ายคนด้วยวาจา... สาหัสยิ่งกว่าทิ่มแทงด้วยหอกดาบ.."

(love) ๒ "ฮั่วหลัวเกิง"
" คนอื่นช่วยเรา... เราจะจำไว้ชั่วชีวิต
เราช่วยคนอื่น... จงอย่าจำใส่ใจ "

(love) ๓ "หวังติ้งเป่า"
" มีชีวิตอย่างไร้คุณธรรม... มิสู้ตายอย่างมีคุณธรรม
ได้มาด้วยความคดโกง... มิสู้ยอมเสียอย่างซื่อตรง..."

(love) ๔ "ปันกู้"
" น้ำใสสะอาดเกินไป... ย่อมไร้ซึ่งมัจฉา
คนที่เข้มงวดเกินไป... ย่อมไร้ซึ่งบริวาร "

(love) ๕ "หลี่ต้าเจา"
" ควา

Saturday, March 09, 2013

เพื่อนเรา

เพื่อนบู้ขอขอบคุณมากเลยนะที่ให้ความช่วยเหลือทั้งลูกทั้งหลาน (หลานสาวบอกว่าอาบู้ให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดีฝากขอบคุณอาบู้ด้วยค่ะ)เกรงใจเพื่อนมากเลยค่ะ สิ่งที่เพื่อนมีน้ำใจคิดจะช่วยเหลือเราปลื้มใจและดีใจมากๆๆๆๆๆๆ เพื่อนไม่ต้องวิตกกังวลถึงผลที่จะตามมาว่าจะสำเร็จหรือไม่ เพราะเพื่อนก็ได้ช่วยเหลือน้องกวางสุดความสามารถที่เพื่อนมีอยู่อยู่แล้ว แค่เพื่อนคิดเป็นธุระให้ก็ถือเป็นการรบกวนเพื่อนอย่างใหญ่หลวง บุญคุณครั้งนี้จะไม่ขอลืม และถ้าเพื่อนมีอะไรจะให้หนูตัวน้อยๆอย่างเราและน้องกวางได้รับใช้เพื่อนบ้างขอน้อมรับด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง รักและคิดถึงเพื่อนเสมอ ขอให้เพื่อนประสบความสำเรจในธุรกิจที่เพื่อนทุ่มเทและมุ่งหวัง เราขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนตลอดไป ขอขอบคุณมากๆนะคะ

Sunday, July 29, 2012

การทานอาหารร่วมกัน

คนเอเซียสั่งมาแบ่งกันกิน
คนฝรั่งตะวันตกต่างคนต่างสั่งของใครของมัน
คนเอเซียชอบตักให้และคะยั้นคะยอยัดเยียด

Monday, February 13, 2012

Joint บุญ

นิธิฟูดส์และSunSweet
ร่วมกิจกรรมทำบุญ
บ้านกิ่งแก้ว

Saturday, January 28, 2012

Sunday, August 15, 2010

ปล่อยวัว

ปล่อยวัว
กำหนดการ
วันอาทิตย์ที่15สิงหาคม2553 
เวลา ออกจากโรงงาน 0930/ ชี้วัวที่โรงฆ่าช้างคลาน1030/ ปล่อยที่วัด1130-1200
ที่วัดป่าดาราภิรมย์ แม่ริม เชียงใหม่
ผู้ร่วมบุญ 
  1. คุณแม่ฮุ่งเอง แซ่ฉั่ว 500
  2. คุณมรกต กิตติคุณชัย 2,500
  3. องอาจ จิราพร จิรธิดา กิตติคุณชัย 400
  4. คุณศุราภรณ์ เมธา ปราสาทงามเลิศ 500
  5. คุณอำนาจ อภิชาติ พณิดา กิตติคุณชัย 500
  6. คุณวิเชียร เชิดชูตระกูลทอง 500
  7. คุณตรีเพชร ศิริวัฒนอักษร 4,000
  8. คุณช่อทิพย์ ดนภัค โอฬารวรวุฒิ 1,000+1,000
  9. คุณก้านตอง แจ้งจิตย์ 100
  10. คุณมาลัย บุตรต๊า 
  11. รวมเงินร่วมบริจาคในกิจกรรมนี้เป็นเงิน 11,000 บาท
ชื่อวัว
บุญส่ง
ที่อยู่ผู้บริจาค
9 หมู่1 ตำบลทุ่งสะโตก อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ 50120
โทรศัพท์ ผู้ประสานงาน 0817836201
หมายเหตุ
  • เงินค่าไถ่ซื้อวัว 10,000 บาท ใส่ซองสังฆทาน1,000 บาท รวม11,000
  • เลขที่บัญชีโอนเงินธนาคารกรุงไทยทาง ATM เลขที่บัญชี  524-0-16632-3
  • เอาเปลือกข้าวโพดไปให้วัวด้วย
  • อฐิษฐานของแต่ละท่านเองพร้อมกรวดน้ำ
  • เอาน้ำหยาดไปด้วย
  • นัดทานข้าวเที่ยงที่ เฮือนคนยอง สันกำแพง อาหารเมือง 1300-1430
  • ไปตัดผมและซื้อของใส่บาตรเช้าวันจันทร์ ฝากใส่แทน
  • เอาร่มไปด้วยเผื่อฝนตก
  • แก้บนเทพวิษณุที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรม ทุ่งโฮเต็ล พร้อมผลไม้สด5กิโล

Monday, August 02, 2010

คนที่สังคมปรารถนา

พี่หมูแห่งบ้านเทวะมนตราท่านได้ปรารภว่า
คนที่รวยเป็นเศรษฐีมีทรัพย์มาก
คนที่เก่งมีความรู้ความสามารถมาก
และที่สำคัญคนที่ดีมีคุณธรรม
และเราก็มาเติมรูปงามนามเพราะ
และคนมีบุญวาสนาบารมีสูง
นี่คือคนที่สังคมต้องการกระมัง
สรุปก็คือว่า

เก่ง
ดี
สวย
รวย
หล่อ

Friday, May 07, 2010

บ้านเทวะมนตรา



เริ่มงานแล้วที่บ้านเทวะมนตรา  BAAN DEVA MONTRA
วันดีวันที่5พฤษภาคม2553เป็นวันธงชัยทำอะไรก็สำเร็จ ทำอะไรก็รุ่งเรือง
ไปไหว้เจ้าที่ทั้ง4แห่งและไหว้ท่านเจ้าพ่อเวียงด้ง
ขอพรให้เราทำอะไรก็สำเร็จลุล่วงด้วยดีและง่ายดาย
เจริญรุ่งเรืองกันถ้วนทั่วhappyกันทุกๆคน
เราตั้งใจทำให้เป็นอย่างดีอย่างจริงใจที่สุด
เพราะต้องการทำงานในสิ่งที่สามารถทำได้
ชอบและท้าทายและเชื่อว่าทำได้ทำได้ดีด้วย

Saturday, April 17, 2010

เทวะมนตรา


พี่หมูท่านมาหาเราเชิญชวนเราไปช่วยงานท่าน
ที่ resort เทวะมนตรา หางดง เชียงใหม่
ขอบคุณท่านที่ให้เกียรติแก่เรา
และเรากำลังเตรียมการในรายละเอียดอีกเล็กน้อยเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน
แล้วก็จะเริ่มงานกันเลยที่เดียวเพื่อไม่ให้เสียเวลา
ก็ถือว่าได้รับความกรุณาให้แก่เราตั้งแต่เมื่อวานวันศุกร์ที่16เมษายน2553แล้ว
เรารับปากไปกลายๆแล้ว
ท่านและคุณสุจินต์ดูท่านทั้งสองดีใจพึงพอใจ
ส่วนเราก็มั่นใจว่าจะทำได้ดีเช่นกัน
โดยคิดในเบื้องต้นว่าเราประหนึ่งเป็นท่านที่ต้องดูแลเป็นอย่างดี
และเราก็คิดอย่างเต็มใจที่จะทำ

ส่วนท่านวีระได้เริ่มเตรียมงานให้แก่เราดูแลเอกสารและวิธีการต่างๆ
และหาวันมงคลในวันอาทิตย์2พฤษภาคม2553
อันเป็นวันดี วันดีอย่างไร ก็วันฤกษ์คลอดลูกคนดีของเรานั่นเอง
แต่เราตั้งใจดีก็ถือว่าทำได้เลย และวานก็คือวันปากปี
เริ่มต้นปีใหม่ของเมืองถือเป็นวันดีเช่นกัน
กินมะหนุนให้หนุนเนื่องชีวิตและธุรกิจให้เจริญรุ่งเรือง

เชิญชวนทุกท่านญาติสนิทมิตรสหายทุกๆท่าน
เชิญไปใช้บริการได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ธรรมชาติดีไม่ไกลจากตัวเมืองเป็นส่วนดัวดี
มีทั้งหมด25หลัง ราคามิตรภาพ พูดคุยกันได้สบายมากครับ
บ้านสวยน่าพักผ่อนสงบมีสระว่ายน้ำส่วนตัวด้วย
มีห้องประชุมสัมมนา10-20คนเทวะมนตรา butik resort hotel ประชุมย่อยพักผ่อนได้ด้วย
สนใจดิตด่อได้โดยตรงหรือที่ผมก่อนก็ได้จะช่วยประสานเป็นพิเศษให้ก่อน
vipสำหรับท่านครับ

Monday, April 12, 2010

ทำบุญให้คุณเพชร

เจ้น้อยอุดมรัตน์ท่านโทรมาหาเรา
ว่าหาวันไปทำบุญให้คุณเพชร
คุณเพชรท่านเป็นใคร
ท่านเป็นหุ้นส่วนในcvmเครื่องจำหน่ายเครื่องดื่มหยอดเหรียญ
พวกเราหุ้นกันมีท่านสมศักดิ์ วาณิชขจร
คุณน้อยอุดมรัตน์ อัครชิโนเรศ
คุณวิเชียร เชิดชูตระกูลทอง
คุณอำนาจ กิตติคุณชัย พี่ชายเรา
คุณชัยรัตน์ แซ่ตั้งหรือเฮียน้าม
และเราองอาจ กิตติคุณชัย
และคุณเพชร พิพัฒนสุขมงคล
โดยมีคุณpeston cheng thaibonanza ชาวไต้หวันที่อยู่กรุงเทพ
มาจัดงานแสดงสินค้าที่เชียงใหม่ แล้วพวกเราสนใจลงทุน
สุดท้ายที่สำคัญสุดที่อยากจะบันทึกไว้คือ
สิ่งที่เหลือกลับคืนมาสู่พวกเราก็คือ
สัมพันธภาพอันยิ่งใหญ่ยั่งยืนและแน่นแฟ้นในหมู่พวกเรา
จวบจนถึงในวันนี้และดูเป็นนิรันคร
อันเป็นคุณค่าที่สูงที่สุดและทรงคุณค่าที่สุดที่พวกเราได้รับ
ขอบคุณเจ้น้อยที่มีบ้านสวยๆมารองรับกับอาหารเมืองอันเรียบง่าย
แสนจะเป็นกันเอง หมูปิ้ง ข้าวเหนียวหุง น้ำพริกตาแดง มะม่วงดิบ ฝร้่งสับ ไส้อั่ว
และขนมหม้อแกงตัดที่เราขอ อิ๊บเอาไว้ก่อน อย่างคนเอาเปรียบ กลัวจะไม่ได้
บรรยากาศอันแสนอบอุ่น มิตรภาพ ความเป็นเพื่อนที่ยั่งยืน
ขาดเสียก็พี่ใหญ่ของพวกเราที่จากไปเสียก่อน
รักและอาลัยครับคุณเพชร

Sunday, March 21, 2010

เพื่อนเรา

เพื่อนรักเรามีหลายคน
บางคนใจร้อนขี้โมโหใจร้อนโวยวาย แต่ก็จริงใจ
คนที่ไม่คุ้นเคยไม่สนิทก็จะไม่ชอบเกลียดขยะแขยง
แต่เราก็ยังครบหากีน โดยมองเฉพราะแต่เรื่องที่ดีเท่าน้ัน
อย่างอื่นที่ไม่ดีก็เลี่ยงไม่สนใจ มันเป็นเรื่องของเขาเอง

แต่มีเพื่อนอีกท่านที่น่าสนใจ
ท่านเป้นคนดีมีมารยาท
มีกตัญญูกตเวทิตา
มีความรู้ดีและสูง
ขยันขีนแข็ง อ่อนน้อมถ่อมตน
แต่...........
ผู้คนวันนี้กลับเหม็นเบื่อไม่อยากคบหา
ไม่ต้องการคบค้าสมาคมด้วย
เราเองก็เป็นหนึ้งในนั้น
ทำไม...........

วิเคราะห์แล้วสรุปได้ว่า
1ไม่ตรงต่อเวลา ผิดเวลาเป้นอาจินต์ มาหลังกลับก่อน ไม่สนในคู่นัดหมาย
2จับจด ทำไปเรื่อย ทิ้งๆขว้างๆ ทำทุกเรื่อง สะเปะสะปะ
3การเงินไม่เรียบร้อย ไม่ใช่ขี้โกงแต่ไม่fairต่อผู้อื่น แลัเอาเปรียบผู้อื่นตลอดเวลา

แท้จริงโดยรวมก็ดูดี
แต่ข้อเสียเพียงเล็กน้อย
ทำให้ส่วนดีส่วนใหญ่ต้องกระทบเสียไปหมด
น่าเสียดายจริงๆ
เรื่องเล็กๆที่น่าจะแก้ได้
ทำลายส่วนดีอันเป้นส่วนสำคัญกว่าหายหมดสิ้นไป

Thursday, August 13, 2009

เหมยเจิน

ลูกเหมยเจินทั้งสองกำลังเรียนอยู่ที่อเมริกา
คิดถามทำไมอะไรอย่างไรเพราะอะไร
ในไทยเป้นการฟังท่องทำตาม

นี่คือข้อแตกต่างที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
และเป็นความแตกต่างที่ส่งผลถึงวัฒนธรรม
ว่าอะไรคือความถูกต้อง

เราว่าอยู่ที่ผลที่ออกมานั่นแหละคือคำตอบ
แต่การทำงานเราได้เห็นเป็นประโยชน์ยิ่งจากเรื่องนี้

ขอบใจลูกเหมยและเจินทั้งสอง
ขอบคุณคุณตรีเพชรที่แนะนำให้
ลูกเราได้กลับคืนมากับครอบครัวเรา

Monday, July 06, 2009

ไป New York มา






ไปเที่ยวและไปค้าขาย new york คล้ายกับ london
ใหญ่และทันสมัยเจริญรุ่งเรือง ผู้คนหลากหลายมากมาย
มีสีสรร ตื่นตาตื่นใจ

Sunday, May 17, 2009

สูตรลับความสำเร็จเจ้เล็ก

ได้ทานอาหารที่แสนอร่อยทีปทุมธานีเมื่อวานเย็น17พค2552
แล้วได้รับฟังสูตรเด็ดที่เล็ดลอดจากปากเจ้เล็ก เจ้าของนำ้พริกแสนอร่อย
เหตุแห่งความสำเร็จง่ายๆแต่สำคัญมากคือ
"ตวามซื่อสัตย์ต่อลูกค้า"
คือสูตรที่ทำให้น้ำพริกเจ้เล็กประสพผลสำเร็จอย่างสูงยิ่ง
และที่เราได้รู้สึกเองที่อยากจะบันทึกไว้ที่สำคัญต่อเรามากในวันนี้คือ
เจ้เล็กทำบุญตลอดเวลา ทำอาหารแจกผู้หิวโดยไม่หวังผลใดๆ
ทำให้เราเชื่ออย่างสนิทใจว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่ทำให้นำ้พริกเจ้เล็กขายดีและมีกำไรงาม
และเราเชื่อว่าจากสองสาเหตุนี้ทำให้ลูกๆของเจ้เล็กเป็น อภิชาตบุตร ทุกคน
เราได้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้ว
ขออนุญาตินำไปปฎิบัติและสานต่อ
เพื่อให้ในชีวิตของเราและครอบครัว
ค้าขายดีมีกำไร
และมีบุตรชายและบุตรสาวที่เป็นเทพบุตรและเทพธิดามาเกิดเป็นบุตรของเรา
ขอกราบขอบพระคุณเจ้เล็กเป้นอย่างสูงที่ได้ให้ทั้ง อาหารกายและอาหารใจแห่งความคิดที่สูงค่าแด่ข้าพเจ้า
ขอบคุณครับ

Saturday, May 09, 2009

ทำบุญให้บุญทำ

สิ่งที่เราต้องทำและควรทำในชีวิตของเรามากที่สุด
1/ปล่อยชีวิตโคจากโรงฆ่าให้ชีวิตเขารอด เดือนละอย่างน้อยหนึี่งตัวในปีวัวปีฉลู พร้อมทั้งชี้ชวนให้ผู้คนรอบข้างร่วมด้วยมากน้อยตามศรัทธา
2/เลี้ยงอาหารเด็กตาบอดที่โรงเรียนคนตาบอดเชียงใหม่ทุกสามเดือนตลอดไป แล้วขอให้เด็กๆร้องเพลง อยากบอกแม่ว่า........ให้พวกเราพร้อมทั้งครอบครัวลูกหลานหมู่เราและพนักงาน
3/ไปบริจาคเงินให้คนพิการทำขาเที่ยมที่คลองชลประทานหลังศาลากลางใหม่ทุกสามเดือน
4/ไหว้พระทำบุญถวายสังฆทานในตัวเมืองเชียงใหม่ 9 วัด หรือไปทางสายแม่ริม แม่แตง เชียงดาว ตลอดทางเช้าวันหยุด กับครอบครัวพ่อแม่พี่น้องคนใหล้ชิด
5/ทอดผ้าป่าวัดที่รายล้อมรอบโรงงานทุกเดือนเพื่อเราจะได้รู้จักเขาและเขาได้รู้จักเราคุ้นเคยกัน ทำบุญร่วมบุญกัน สนิทสนมกัน ปันสังคมซึ่งกันและกัน
6/ทอดผ้าป่าให้แก่วัดของ brocker งานส่งเสริมวัตถุดิบให้แก่เรา ทุกปีปีละครั้ง ให้เกียรติแก่เขา ให้ชาวบ้านลูกบ้านเขาได้รู้สึกภาคภูมิใจในตัว brocker ตัวแทนของเขา
7/จัดกฐินสามัคคีปีละหนึ่งวัด ทุกปีในวันที่ 23ตุลาคม ซึี่งเป็นวันปิยะมหาราช พาพนักงานและคนทำงานทุกคน​ซึ่งรวมุึงคนงานด้วย ให้ได้ไปร่วมบุญและพักผ่อนหย่อนใจกันปีละครั้ง ชี้ชวนเพื่อนๆ suppier คู่ค้าได้ร่วมทำบุญด้วยกัน จะได้มีการค้าที่ดีมีกำไร ด้วยกัน
8/แจกข้าวสารให้คนงาน คนละหนึ่งถุงห้ากิโลต่อคน ในวันแม่เดือนสิงหาคมทุกปี ให้คนงานได้ข้าวสารไปหุงกิน เป็นการไถ่บาปในอดีตที่แม่เราต้องไปแปะข้าวเขามาให้ลูกกินเมื่อครั้งที่เรายังเป็นเด็กเล็กตอนที่แม่เรายังลำบากมาก ตอนนี้มีแล้ว ซื้อมาให้แม่แจกเขาบ้าง ชดเชยอดีตไป
9/แจกทุนการศึกษาให้ลูกหลานและลูกๆของเพื่อนร่วมงานที่เงินเดือนน้อย ช่วงตอนเปิดเทอม เดือนพฤษภาคม ของทุกปี ให้เขาได้มีชีวิตที่ผ่อนคลายบ้างและเป็นทุนให้เราได้มีการศึกษาในอนาคตที่แสนจะราบรื่นตลอดชีวิตนี้ตลอดไป
10บริจาคเงินซื้ออุปกรณืเครื่องมือแพทย์ใ้ห้แก่โรงพยาบาลที่ขาดแคลน
11/บริจาคเงินซ์้อยาให้ผู้ป่วยที่ยากจนและยากไร้
12/ซื้อผ้าห่มตราโบตั๋นแจกคนงานและคนแก่รอบๆหมู่บ้านข้างโรงงานให้แก้หนาวในเดือน พฤษจิกายน ของทุกปีก่อนหนาวและชวนเพื่อนที่พอมีสตังส์มาร่วมกันแจกให้คนยากคนจนให้เขามีไว้กันหนาวในฤดูหนาวของทุกปี
13/ส่งเงินไปช่วยซื้อยาต้านโรคเอดส์ในafricaที่น่าสงสาร
14/ส่งเงินไปซื้ออาหารมอบให้เด็กคนแก่ผู้ยากไร้ใน sounth africa ให้เขาได้มีกินบ้าง
15/รวบรวมเงินไปมอบเป็นทุนให้แพทย์ที่รวมกลุ่มกันช่วยผ่าตัดตาให้คนได้มองเห็นที่อำเภอตะพานหิน สักสองร้อยดวงตา

คารมคมคาย

ในดีมีพิษ ในพิษมีดี
ค้องมีสิ่งที่ไม่ดีซ่อนเป็นอาวุธไว้บ้าง
ข้อคิดอันลึกซึ้งที่อาจารย์ดาวให้ไว้
ชวนให้คิดพิศวงให้งงงวย
แต่ทรงด้วยคุณค่ากลยุทธ์พลังแห่งอำนาจที่พึงมี
สุดยอดเลยครับอาจารย์ร่างน้อยแต่คารมยิ่งใหญ่

Tuesday, September 02, 2008

คบเพื่อนดีก็จะมีแต่สิ่งที่ดีมา


สุดยอดของศิลปะการใช้ชีวิตก็คือ
พยายามมองหาคนดีๆสังคมดีๆ
แล้วเอาตัวเข้าไปอยู่ ณ ที่นั้น
สิ่งดีๆจะทำให้เจริญก้าวหน้าโดยอัตโนมัติ
แต่ถ้าบังเอิญต้องไปตกอยู่ท่ามกลางคนคิดลบ
ต้องพยายามดีดตัวออกมาให้เร็วที่สุด
ถ้าทำไม่ได้อย่างน้อยก็อย่าให้ตวามคิดลบนั้นมาฝังในจิตเรา

ทันตแพทย์สม สุจีรา
the top secret

Thursday, August 28, 2008

เพื่อนเพื่อนมาเยี่ยม



เพื่อนเดชา กอบชัย วรพล สถิตย์คุณ ประพันธ์ ได้มาเยี่ยมและได้มีโอกาสทานอาหารเที่ยงด้วย